วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คนไทยคุณมองโลกแบบไหน ?

วันนี้ผมไปหาลูกค้าที่ TOT เพลินจิตร
คุยงานเสร็จ  หิวมากเลยเดินไปที่โรงอาหาร
เจอคุณลุงคนนึงนั่งเฝ้าร้านบะหมี่  กับแม่ค้า
ผมสั่งบะหมี่เกี้ยวพิเศษ 1 ชาม  แล้วถามแม่ค้าว่าอร่อยไหม
แม่ค้าตอบทันใจว่าต้องชิมแล้วจะติดใจ  แล้วคุณลุงก็หัวเราะขึ้นมา
ใบหน้าที่มีรอยยิ้มของคุณลุง และปากกว้างๆ ทำให้ผมเห็นว่าคุณลุงฟันหลอแล้ว
มองหน้าอีกที อืม ท่าทางคุณลุงจะมีเชื้อจีน  งั้นผมเปลี่ยนจากคุณลุงเป็นอาแปะก็แล้วกัน

อาแปะบอกผมว่าปีนี้ก็อายุ 70 แล้ว ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ยืนไม่ไหว ต้องนั่งอย่างเดียว
ปีที่แล้วแกยังพอมีแรงที่จะขายของได้บ้าง มีตู้แช่น้ำเย็นขาย ปีนี้ไม่ไหวนั่งเฝ้าร้านดีกว่า
แล้วแกก็บอกว่าไม่รู้ว่าจะเหลืออายุอีกเท่าไร จะได้หายใจกี่วัน แต่ก็ถือว่าใช้ชีวิตคุ้มแล้ว
อยู่มาตั้งนานแล้ว บางคนหนุ่มกว่าแกแต่ก็ตายก่อน ดูอย่างทหารภาคใต้สิ แกขอให้ทุกๆวัน
ของแกที่เหลืออยู่มีความสุข และแกก็จะขอทำความดีทุกๆ วัน

ทุกๆ ถ้อยคำของแปะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ยิ่งแน่ชัดมากขึ้นว่าแกฟันหลอแน่ๆ

กินก๋วยเตี๋ยวหมดแล้ว อิ่มแล้ว กลับมาคิดถึงว่า อืม คนเรามีทั้งที่ดีและร้าย
แต่เราเลือกได้นี่ว่าเราจะเป็นแบบไหน จะดีหรือร้ายก็เลือกเอา ชีวิตคนเราไม่นาน
อยู่ๆ ตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ที่อยู่ก็ขอทำความดีละกัน ขอให้ทุกวันมีความสุขเหมือนแปะ
ละม้ายคล้ายให้ผมคิดไปถึง วลีนึงที่ว่า ทุกข์มีไว้ให้รู้ให้เห็นแต่ไม่ได้ให้"เป็น"

ก่อนออกจาก TOT ผมเดินไปทักแปะอีกครั้งบอกว่ามาคราวหน้าจะแวะมากินอีก
แปะยิ้มแฉ่งเลย  ทำให้รู้แน่ๆ ว่าแกฟันหลอ


วันนี้อาหารอิ่มกาย ความคิดอิ่มใจครับ



เชิญทุกท่านทานข้าวเที่ยงกันให้อร่อยนะครับ


วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

มันจึงเป็นความรักที่ไม่ถึงกับสุข เป็นความทุกข์ที่ไม่ถึงกับเศร้า

บ่ายแก่ๆของวันพุธ วันที่ผมหมดเรียวแรง หัวสมองของผมนั้นแน่นเอี้ยดไปด้วยอะไรต่างๆ นาๆ ร่างกายเหนื่อยล้า ในตาไม่มีพลังสู้งานในช่วงเวลาที่เหลือต่อไป ผมรู้สึกเหมือนว่าเป็นตอเรส ลงสนามตั้งแต่นาทีแรกจนตอนนี้นาทีที่ 85 แล้วแต่ก็ยังยิงไม่ได้ หันหน้าไปทางไหนก็ไม่มีอะไรมากระตุ้นผมให้มีพลังทำงานต่อ มองไปที่โทรศัพท์มือถือ  

อืมนี่ก็เป็นอาทิตย์แล้วสินะที่ผมทำงานไม่ได้พักสมอง ผมคลึงนิ้วอวบๆ เบาๆบนน้องแอนดรอย ผมไถนิ้วไปเบาๆอย่างทะนุถนอม แล้วไปหยุดที่ชื่อ "น้องดา" พลันเกิดสายลมเย็นพัดอ่อนๆ ในใจผม ผมไม่รอช้าที่จะกดโทรศัพท์ไปหาน้องดา ผมได้ยินเสียงปลายทางที่คุ้นเคยตอบกลับมาว่า "คู้ณ...หายไปไหนมาเหรอ งานยุ่งนักหรือไง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ" ผมหัวเราะเบาๆ แล้วก็พูดคุยกับเธอแล้วถามว่าว่างตอนไหนผมอยากไปหาเธอ เธอว่า 5 โมงเย็นแล้วกัน ผมไม่รอช้า รีบเก็บของทั้งหมดยัดใส่กระเป๋าคู่ใจแล้วรีบขับรถไปหาเธอทันที

Falsh back กลับไปเมื่อ 2 เดือนก่อน ผมเจอน้องดาในตอนที่เธอกำลังขะมักขะเม่นกับงานของเธอ เธอยุ่งมากมือทั้งสองข้างของเธอนั้นไม่ว่าง เอาโทรศัพท์หนีบตรงคอเพื่อรับสายลูกค้า ปากพลางตะโกนสั่งงานน้องๆ ให้รีบๆเคลียงาน แต่เธอยังมีอารมณ์ขันมาทักทายผม ได้ จากนั้นผมและเธอก็ได้มีโอกาสที่จะคุยกันบ้างจนเกิดเป็นความรู้สึกพิเศษ ในหลายๆครั้งที่ผมไปติดต่องานกับเธอ เพื่อนๆ น้องๆ ในที่ทำงานเธอจะแอบแซวว่าเราเป็นแฟนกัน ซึ่งผมและเธอต่างก็เข้าใจตรงกันว่าเราแค่มาติดต่องานกันเท่านั้น

ผ่านไปได้สักระยะผมมีโอกาสที่จะได้ชวนเธอมาคุยกันสองต่อสอง ทำให้ผมได้รู้จักกับเธอมากขึ้น เธอเป็นคนน่ารัก อารมณ์ดี และเธออยากจะมีกิจการเป็นของตัวเอง เธอเบื่อการเป็นพนักงานแบบนี้แล้ว ซึ่งผมก็ได้แนะนำว่าเธอควรเริ่มต้นอย่างไร  เดทแรกของผมและเธอช่างเป็นเดทที่น่ารักเราสองคนต่างหยอกล้อกันแบบหนุ่มสาว ก่อนที่ผมจะจากเธอไป ผมได้ขอเดินไปส่งเธอขึ้นรถกลับบ้าน ตอนนนั้นเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว ระหว่างทางเธอบอกผมว่าผมเป็นคนสนุกสนาน วันไหนว่างๆ มาเดทกันอีกนะ

ผ่านจากนั้นไปประมาณเดือนกว่าๆ ผมก็ยังติดต่อคุยกับเธอเป็นระยะ ความสัมพันธ์ของเรางอกเงยเป็นอย่างดีจนผมมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดเธออีกครั้ง แต่คราวนี้น้องดาเปลี่ยนไปเธอใจร้อนเป็นไฟ เธอไม่คุยกับผมเหมือนที่เคยเธอไม่ใช่น้องดาคนเดิมที่ผมรู้จัก ทุกคำพูด ทุกการกระทำของเธอทำให้ผมเจ็บปวด เธอตอกย้ำลงในจุดเดิมของผม จุดที่ผมเจ็บปวด เหมือนเธอรู้ว่าตรงไหนผมมีจุดอ่อน เธอรู้ดีว่าเธอจะทำอย่างไรให้ผมเจ็บและเธอก็ทำจริงๆ แถมยังทำได้เจ็บสุดๆด้วย ผมสาบานเลยว่าผมไม่เคยเจ็บปวดเพราะผู้หญิงได้ขนาดนี้ วาจาของเธอเชือดเฉือน เสียงหัวเราะของเธอที่เคยกังวาลก็กลายเป็นเสียงคำรามของมัจจุราช เธอยังเยาะผมว่าให้ทนหน่อยสิ เป็นลูกผู้ชายทนได้แค่นี้เองเหรอ ในที่สุดผมก็ร้องให้ น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาจากนัยตาของผม แต่ไม่มีวัน ไม่มีวันที่คุณจะได้ยินเสียงสะอื้นของผมหรอก   แต่เหมือนผมโดนกลั่นแกล้งน้องดาเะอทำกับผมได้เธอกดมันลงไปช้าๆ อย่างใจเย็น เลือดเย็น หึ....สาแก่ใจเธอผมร้องสะอื้นออกมา  สะใจเธอแล้วสิ  จากวันนั้นผมก็เข้าใจถึงความเจ็บปวดเป็นอย่างดี

ผมขับรถกลับห้อง ระหว่างทางผมได้รับ sms มาว่า ดาอยากให้ผมเข้าใจถึงความเจ็บปวดบ้างว่ามันเป็นอย่างไร ผมก็คิดไประหว่างทาง ตลอดเส้นทาง  สุดท้ายผมก็ sms กลับไปหาเธอว่าผมเข้าใจแล้ว

และในวันนี้ผมตัดสินใจกลับไปหาเะออีกครั้ง มันช่างเหมือนกับเพลงของ Room 39 ที่ว่า



"มันจึงเป็นความรักที่ไม่ถึงกับสุข เป็นความทุกข์ที่ไม่ถึงกับเศร้า เป็นความรักที่ทั้งซึ้งทั้งเหงาอยู่ด้วยกัน จึงเป็นความรักที่มาพร้อมความอึดอัด และเป็นความรักที่ไม่เคยเห็นภาพชัดๆ  สักวัน มีแค่ความรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ ข้างในใจของฉันเพียง..... คนเดียว"




ผมกลับไปหาเธออีกครั้ง ในที่ๆเราเจอกันครั้งแรก เธอยืนยิ้มรอผมอยู่ที่หน้าประตูพร้อมกับต้อนรับผมด้วยคำพูดที่แสนจะคุ้นเคยว่า "จิตจันทร์ นวดแผนไทย สาขา 4 ยินดีต้อนรับคร่าาาาา"

เอ่อ  ท่านผู้อ่านครับ ผมขอตัวไปนวดก่อนนะครับ

website ของร้านนะครับ    http://www.jitjan.com/about_us.html

ว่างๆ ลองไปหาน้องดาได้นะครับ รับรองความหนักหน่วงครับ !!!!
 

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ครั้งแรกที่ผมมีอะไรกับ "เธอ"

21.46 น. วานนี้  ระหว่างทางที่ผมขับรถกลับจากไปทานข้าวกับพี่ที่มาจากต่างประเทศ
ผมนั่งนึกไปต่างๆ นาๆ ในใจว่าผมทำถูกแล้วเหรอ ที่รับ"เธอ" มาต่อจากพี่เค้า มันจะผิดมากไหม และมันจะสมควรหรือไม่ แต่กิเลสของผมมันห้ามไม่ได้แล้ว  ถนนที่มืดมิด ประกอบกับฝนที่เป็นใจ
"เธอ" นั่งอยู่เบาะซ้ายของรถผม
"เธอ" เป็นคนพูดน้อยอาจจะเป็นเพราะ "เธอ" ยังไม่พร้อมมากับผม หรือว่าเพราะผมยังใหม่ไปสำหรับ
ราคาค่าตัว 4,500 บาทที่ผมจ่ายเงินแลกกับบริการของ "เธอ"  นั้นจะคุ้มค่าหรือไม่

ด้วยความที่พี่เค้ากลัวว่าผมจะคิดมาก พี่เค้ายืนยันหนักแน่นว่าพี่เค้าทะนุถนอม "เธอ" มาก 
ทุกๆครั้งที่พี่เค้าใช้ปากกับ "เธอ" พี่เค้าจะใช้มันอย่างละมัดระวัง ไม่ให้น้ำลายไปเลอะเทอะที่ "เธอ" 
ทุกครั้งที่พี่เค้าสอดใส่พี่เค้าทำอย่างระมัดระวังไม่ให้"เธอ" เจ็บปวด
และพี่เค้ายืนยันด้วยว่าพี่เค้าใส่ถุงทุกครั้งที่มีอะไรกับ "เธอ" 

พี่เค้ายังบอกให้ผมเกิดกิเลสว่า "เธอ" ไม่เคยทำให้พี่ผิดหวัง
"เธอ" นั้นแสนซุกซนเสมอยามอยู่กันสองต่อสอง 
"เธอ" คลายเหงาได้แม้ในยามปลดทุกข์ในห้องน้ำ
เสียงของ "เธอ" ใสราวกับน้ำค้างยามเช้า
ยาม "เธอ" สั่นไหว ทำให้ใจชายหนุ่มๆ สะทุ้งสะเทือน
"เธอ" ไม่เคยหยุด ไม่ว่ายามคุณนอนหลับ "เธอ" ก็พร้อมจะปลุกคุณขึ้นมา และไม่ว่าตอนรุ่งสาง "เธอ" ก็พร้อมจะบริการคุณให้หรรษา

ผมอดใจไม่ไหว  จอดรถแวะเข้าข้างทางในปั๊มน้ำมัน เพื่อที่จะลูบไล้เรือนกายของ "เธอ"
ประกอบกับมืออีกด้านของผมปลดอาภรณ์ของ "เธอ" ออก  ตอนนี้ "เธอ" อยู่ในสภาพเปลือยเปล่า
"เธอ" ไม่ได้ตอบโต้อะไร "เธอ" เพียงแค่ส่งยิ้มเล็กๆ ให้ผม จะมีแต่ร่างกายของ "เธอ" ที่สั่นสะท้านบ้างเป็นบางครั้งที่ผมใช้นิ้วสัมผัสไปยังจุดสำคัญบนตัว "เธอ"  

"อืมมม.....อ้าา" ผมครางเบาๆ พลางพยุงตัว "เธอ" ไว้ที่ตักของผม ตอนนี้จิตรใจของผมพลุ่งพล่าน ผมทนไม่ไหวแล้ว ผมต้องการ "เธอ" ผมอยากรู้ อยากเข้าใจความหรรษาอย่างที่พี่เค้าบอกผมไว้ ในหลายๆครั้งที่ผมเห็น "เธอ" คลอเคลียกับพี่ ผมรู้สึกริษยาและอยากจะได้ "เธอ" มาไว้ในครอบครอง แต่ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมผมต้องอดใจไว้  ผมขับรถออกจากปั๊มน้ำมันไป ตรงไปที่ 7-11 เพื่อซื้อสิ่งของสำคัญ เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกับ "เธอ"


เข้ามาถึงใน 7-11  ผมมองไปยังเคาท์เตอร์ เจอแต่พนักงานสาวๆ ด้วยความประหม่า ทำให้ผมคิดไม่ออก  ผมจึงเลือกใช้เจ้าเก่าของผม  ผมไม่กล้าเลือกยี่ห้ออื่นเพราะผมไม่มั่นใจว่าของที่ผมจะเลือกใช้กับ "เธอ" นั้นจะโอเคกับผมและ "เธอ" หรือไม่

"น้อง กล่องสีส้มนี่เท่าไรเหรอ" ผมถามไปยังพนักงาน
"49 บาทค่ะพี่ แล้วพี่จะรับอะไรเพิ่มไหมคะ"
"อืม งั้นเอาของมาเสริมด้วยละกัน"
น้องพนักงานเข้าใจ พร้อมกับหยิบของที่ผมต้องการใส่ถุงให้ผม พร้อมกับยิ้มให้ผม แล้วถามผมด้วยประโยคประจำของ 7-11 ว่า "พี่คะรับขนมจีบ ซาลาเปาเพิ่มด้วยไหมคะ"

ผมไม่ตอบแต่รีบเดินออกจากร้านด้วยอาการประหม่า ตอนนี้ 22.15 น. แล้ว ฝนก็ยังตกอยู่ปรอยๆ ผมใกล้จะถึงห้องของผมแล้ว  "เธอ" ยังนั่งนิ่งๆ สายตา "เธอ" มองผ่านกระจกรถของผมไปข้างนอก ผมเหยียบคันเร่งให้เร็วที่สุด ในที่สุดผมก็ถึงห้องของผม  ผมรีบจูง"เธอ"เข้าห้อง ผมรีบปลดเสื้อของผมออก ด้วยสัญชาติญาณดิบของผม ผมจับ "เธอ" ขึ้นเตียง "เธอ" ไม่ขัดขืน ผมสังเกตุดู "เธอ" อ่อนแรงลงไปบ้าง
แต่ "เธอ" ยังตอบสนองผมเป็นอย่างดี ผมหยิบเจ้ากล่องสีส้มขึ้นมาแล้วฉีกมันเพื่อเอาของสำคัญที่อยู่ในกล่อง "ผมได้มันมาแล้ว"  คิดในใจพลางยัดเยียดมันเข้าสู่ตัว "เธอ" ร่างกาย "เธอ" ไม่ไหวติงไประยะ ซึ่งเป็นธรรมดาที่ใครๆ ก็ตามเมื่อโดนผมยัดเยียดเข้าไปแบบนั้นต่างก็ทนไม่ไหวจำเป็นจะต้องหยุดเคลื่อนไหวไปซักระยะ  แต่ โอซซซซ์ พระเจ้า ผมพลาดไปแล้ว   โอว์ ............. "เธอ"  ฟื้นขึ้นมาแล้ว  แต่ผมไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้  โอว์ ........... ผมทำบัตรเติมเงินหาย  โอว์.............ผมมีแค่ sim ของ True โอว์ กูว่าจะลอง 3G ซักหน่อย เหี้ยนเอ้ยแม่งเล่นต่อไม่ได้เลยยย เสือกทำบัตรเติมเงินตกหาย หายไปได้ไงแว้ ...โอว์น้องแอนดรอยของผม




น้องแอนดรอยแม่ยอดขมองอิ่มของผม

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความแตกต่างระหว่างโฆษณาในสื่อต่างๆ และ โฆษณาในอินเทอร์เน็ท

คุณรู้ไหมว่า ทุกวันนี้ Gen X Gen Y ใช้ชีวิตอยู่ในโลกจริง และโลก cyber เฉลี่ยแล้วอย่างละครึ่งๆ เลยทีเดียว  และ ขณะที่โลก Cyber มาแรง แนวทางการตลาดจึงหันเหและเบนเข็มไปยังโลก Cyber เพราะว่ายังเป็นกลุ่มตลาดใหม่ ใครยึดหัวหาดได้ก่อนมีสิทธิ์สูงที่จะชนะ ไม่ว่าจะเป็นการขายของผ่าน website ต่างๆ ทำให้เรามีร้านค้าที่ไม่ต้องลงทุนเช่าที่ และเปิดขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงอยู่มากมาย และนับวันยิ่งจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซึ่งเมื่อมีการค้าขายเกิดขึ้น สิ่งที่ต้องตามมาคือ "โฆษณา"

ความแตกต่างระหว่างโฆษณาในสื่อต่างๆ และ โฆษณาในอินเทอร์เน็ท

ทุกๆ วันที่เราเปิดโทรทัศน์ ฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ หรือ ขับรถ เราจะเจอกับโฆษณาอยู่ในทุกๆ ที่ จะมาทั้งในรูปแบบทางตรงและแฝงมากับสิ่งอื่น

โฆษณาในสื่อต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องเจอโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือพยายามหลีกเลี่ยงก็ยังจะตามมาเจออีก ถือว่าเป็นทางหลักของสินค้าที่จะสื่อสารกับผู้บริโภค ดังนั้นไม่ว่า production หรือ story ของโฆษณาจะดีร้ายอย่างไร เรายากที่จะเลี่ยงไปได้ ทำให้นักการตลาดจึงทุ่มเงินจำนวนมหาศาลให้กับค่า air time แสนแพงในรายการที่มีผู้ชมหรือผู้ติดตามเยอะๆ ซึ่งเป็นแนวทางของการตลาดที่มีมาตั้งแต่ยุคที่เริ่มมีระบบกการสื่อสารที่ดี

ในยุคสมัยของ Internet

โลกของโฆษณาเปลี่ยนไปอีกครั้งเมื่อ internet เข้ามาสร้างสังคม online ทุกคนสามารถเลือกได้ว่าต้องการรับชมอะไร ในช่วงเวลาไหน ทำให้เกิดบุคคลเสมือนขึ้นในโลก internet ซึ่งเป็นมีลักษณะในเชิงลึกมากขึ้น จะจดจ้อง และสนใจในบางเรื่องเป็นเชิงลึก และอ่อนไหวต่อกระแสในสังคม online สามารถเปลี่ยนความคิดได้ในชั่วพริบตา เป็นเหตุให้โฆษณาต้องปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง และถ้าหากท่านต้องการใช้ประโยชน์ของ internet ทำการโฆษณาสินค้า โดยความเป็นจริงแล้วนั้น การประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาในโลก internet ไม่ได้แตกต่างอะไรจากปกติทั่วไปสักเท่าไร  แต่ก่อนที่จะลงทุนสิ่งแรกที่เราจำเป็นต้องคำนึงถึงนั้นไม่ใช่สินค้าของเรา ตลาดของเรา หรือการวัดผลแต่อย่างใด สิ่งหลักสิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจคือสังคม Internet นั่นเอง  หลายๆบริษัทคิดว่าการลงทุนโฆษณาสินค้าทาง internet นั้นประหยัดงบ ถึงกลุ่มลูกค้าได้โดยตรง แต่เมื่อลงเม็ดเงินไปแล้วไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่คาดหวังไว้ เพราะเค้าไม่ได้วิเคราะห์สังคม internet ให้เด็ดขาดต่างหาก ความแตกต่างระหว่าง 2 โลกโฆษณาคือ โลกของจริงนั้นบริษัทโฆษณาสามารถสัมผัสได้ถึงเป้าหมายโดยตรง รู้แหล่งที่อยู่โดยตรง รู้รสนิยมโดยตรง และมี impact ที่รวดเร็ว  แต่โลก internet นั้นไม่สามารถที่จะสัมผัสสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้โดยตรง ดังนั้น สิ่งแรกก่อนที่จะลงทุนทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ในโลก internet ก็คือ.......ข้อมูลของ user ที่ยินดีให้ไปกับ website ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนเข้าใช้ socialnetwork ต่างๆ การ check-in ตามสถานที่ต่างๆ และ log การใช้งานนั่นเอง ผมเชื่อว่าตอนนี้ ขณะนี้ที่ผมใช้งาน internet อุปกรณ์วัดค่าและอุปกรณ์เก็บข้อมูลการใช้งานต่างๆ ของ website นี้้ก็กำลังดำเนินการสร้างฐานข้อมูลของผม และนำค่าที่ได้ไปเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานสำหรับประชาสัมพันธ์นั่นเอง ส่วนต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นรอยเท้าของเราที่จะให้ประโยชน์ต่อนักโฆษณา ดังนั้นก่อนที่ท่านจะลงทุนโฆษณา ผมอยากให้ท่านเก็บข้อมูลเหล่านี้ก่อนเป็นอย่างแรก แล้วผมจะเล่าให้ฟังต่อในตอนต่อไปว่าเมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มาแล้วเราจะพัฒนาการโฆษณาของเราไปได้อย่างไร

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ไม่มีอารมณ์เขียนบล็อก

 ขอเขียนวันพรุ่งนี้นะครับ
อยากเขียน แต่เขียนไม่ออก
กลัวเหงา

เลย post อะไรค้างๆ ไว้แบบนี้
บะบายๆ