วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คนเล่านิทานได้ตายไปแล้ว

ผมขับรถไปพร้อมกับฟังเพลงจาก USB แล้วทำให้รู้สึกว่า

คนเล่านิทานได้ตายไปแล้ว

เมื่อก่อน เราจำอะไรได้ ก็มาเล่าสู่กันฟัง
เป็นเรื่องราวชวน ขนหัวลุก เรื่องตลกขบขัน น่าติดตาม
จากกลุ่มนึง ไปยังอีกกลุ่มนึง เค้าโครงเรื่องเดิม แต่งเติมไปใหม่ด้วยจินตนาการผู้เล่า
ทำให้เกิด สีสัน ทำให้เกิดความผิดเพี้ยน ทำให้เกิดคนเล่านิทาน
แต่มนุษย์นั้นเล่า อยากจำอยากจดทุกอย่างไว้ ไม่อยากลืม
ทั้งๆ สิ่งเหล่านั้นไม่จีรัง ไม่มีตัวตนอยู่จริง

จึงได้สร้างการจดบันทึกไว้ ไม่ว่าแสนนานเท่าไรเราก็จะไม่มีวันเลือน
กระดาษ หมึกปากาก ยังมีวันเสื่อมสลาย มนุษย์ยอมไม่ได้ มนุษย์อยากจำจดทุกอย่างไว้
สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อจดจำ เพื่อบันทึกไว้ เพื่อตอกย้ำความเจ็บปวด ความสุข เอาไว้ให้ยาวนาน

คุณปู่ผู้ชรานั่งเล่านิทานให้หลานสาวฟัง เรื่องเดิมเรื่องเดียวกับที่เล่าให้ลูกชายของเค้าฟัง
ใจความสำคัญยังเหมือนเดิม แต่การแต่งกายของเจ้าชายเปลี่ยนไป และผ้าไหมของเจ้าหญิงก็เปลี่ยนสี
หลานรักชอบนิทานมากอยากฟังหลายๆ รอบจึงได้วิ่งไปเอาเครื่องอัดเสียงมาอัดไว้ หลานอยากให้คุณตาเล่านินทานให้ฟังตลอดไป  แต่มันจะสนุกได้อย่างไรเมื่อมันเหมือนเดิม อยู่ทุกวัน

จินตนาการต่างหากคือสิ่งสำคัญ ความผิดเพี้ยนไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ขออย่าให้อะไรมาบดบังจินตนาการ
เพราะถ้าเราจับจินตนาการบันทึกลง USB เมื่อไร วันนั้นแหล่ะที่เราจะรู้ว่าตัวเราถูกขังไว้ในเรือนจำที่ไม่มีทางออก

2 ความคิดเห็น:

  1. อย่างแรกเลยนะคะพี่ชายพิมพ์ผิดอีกแล้ว ปากกา ไม่ใช่ปากาก อีกอย่างนิทาน ไม่ใช่นินทานค่ะ ส่วนเนื้อเรื่องสั้นแต่กินใจน้องคือมันทำให้น้องคิดถึงตอนเด็กที่แม่ชอบเล่านิทานก่อนนอนให้ฟังคือหนูน้อยหมวกแดง หนูอยากให้แม่เล่าให้ฟังอีกแต่แม่เล่าไม่ได้แล้ว ตั้งแต่ผ่าตัดสมองเมื่อ3ปีก่อน ทุกวันนี้แม่ยังหลงๆลืมๆ แต่น้องก็ยังจำเรื่องราวทั้งหมดได้ ถึงแม้ว่าแม่จะไม่ได้เล่าให้ฟังได้อีก น้องแค่ย้อนนึกถึงมันก็สุขใจอย่างมากเลย ตื้นตันค่ะ ส่วนที่บอกว่าคนเรามักจะบันทึกอะไรลง USB นั้น น้องก็มีความจำเป็นต้องทำเพราะบางเรื่องมันคือความลับที่บอกใครไม่ได้ต้องแอบเก็บไว้ดูคนเดียว เช่นรูปแฟนเก่าค่ะ บอกใครไม่ได้จริงๆนะ เก็บไว้ในนั้นน่ะดีแล้วค่ะ55555555

    ตอบลบ
  2. ขอบคุณครับบๆๆๆ ทุกความเห็นเป็นกำลังใจให้ผมครับบ

    ตอบลบ